ยินดีต้อนรับ

โรงเรียนในเครือข่ายฯ

ยกระดับ ปรับคุณภาพ

ผู้เยี่ยมชม

วันปิยมหาราช

"พระปิยมหาราชรำลึก"

 

          ข้าพระพุทธเจ้าชาวไทยเป็นไพร่ฟ้า     ในแผ่นดินพระนัดดาของฟ้าหลวง

บุญน้อยมิทันเห็นเดือนเด่นดวง                       และโชติช่วงรังสิมากิดาการ

            ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ศึกษา          จึงซาบซึ้งกฤษดาภินิหาร

เบื้องพระบรมโพธิสมภาร                               ทรงสืบสานสยามวงศ์ธำรงไทย

            ด้วยรัฐประศาสนศาสตร์ฉลาดล้ำ        ราชธรรมเธียรสถิตอดิศัย

พระเสด็จสู่ฟ้าสุราลัย                                      ยังพระเกียรติปรากฏในหทัยชน

                                                                       

                                                                             ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

                                      ข้าพระพุทธเจ้า นายยุทธ โตอดิเทพย์

                                                                นายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย

                                        ในนามคณะศึกษานิเทศก์การมัธยมศึกษา เครือข่ายการนิเทศที่ 4 และ 5

 
พระปิยมหาราช
 
สยามินทร์ปิ่นธเรศเจ้า
นึกพระนามความหอม
อวลอบกระหลบออม
เพราะพระองค์ทรงอุ้ม
จุลจอม จักรเอย
ห่อหุ้ม
ใจอิ่ม
โอบเอื้อเหลือหลาย ๚
จากลิลิต “สามกรุง” ของ น.ม.ส.

 
 
 ๏ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
“พระปิยมหาราช”  รัชกาลที่ ๕ King RAMA V
 
 
 

 


พระปิยมหาราช ทรงเป็นกวีเอก อีกพระองค์หนึ่ง ชึ่งมีผลงานพระราชนิพนธ์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
  • ประเภทร้อยแก้ว    พระราชพิธีสิบสองเดือน | ไกลบ้าน | พระราชวิจารณ์

  • ประเภทกวีนิพนธ์ ( ร้อยกรอง )     ลิลิตนิทราชาคริต | บทละครเรื่องเงาะป่า | โคลงสุภาษิต | สุภาษิตนฤทุมนาการ | นิราศพระแท่นดงรัง |  กาพย์เห่เรือ และเห่ชมนก เห่ชมนาง

  

  

โคลงสุภาษิต บทพระราชนิพนธ์ ของพระองค์ 

๏ ฝูงชนกำเนิดคล้าย
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ
ความรู้อาจเรียนทัน
ยกแต่ชั่วดีกระด้าง
คลึงกัน
แผกบ้าง
กันหมด
อ่อนแก้ฤๅไหว ๚

พระปิยมหาราช

พระราชสมภพ
เสด็จขึ้นครองราชย์
บรมราชาภิเษก
สวรรคต
ระยะทรงครองราชย์
๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖
๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑
๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑
๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ (๕๗ พรรษา)
พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ (๔๒ ปี)
 

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ เมื่อพระชนม์ได้ ๙ พรรษา ได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ต่อมาอีก ๔ ปี ได้เลื่อนเป็น กรมขุนพินิตประชานาถ บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมพรรษาได้เพียง ๑๖ พรรษา ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และทรงสถาปนากรมหมื่นบวรไชยชาญ ซึ่งเป็นโอรสองค์ใหญ่ของพระมหาสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหาอุปราช ซึ่งปรากฎพระนามในภายหลังว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ขณะที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการนี้ เป็นโอกาสให้พระองค์ได้เล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก นอกจากอักขระสมัย เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสนศาสตร์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม ยิ่งกว่านั้น ยังได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครอง ทรงปฏิรูปการแต่งกายของชาวไทย ทรงให้เลิกตัดทรงผม มหาดไทย เลิกการหมอบคลานเวลาเข้าเฝ้า ทรงเลิกการตอกเล็บ บีบขมับ เกี่ยวกับการพิจราณาคดีทางโรงศาล และประการสำคัญอย่างยิ่งคือ ‘ทรงเลิกทาส’ ได้ทรงผนวชเป็นภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๖ และลาผนวช เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ แล้วบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ ทรงรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมืองตั้งแต่นั้นมา และเสด็จสวรรคตเมื่อ วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

        พระองค์ท่านได้บำเพ็ญกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์แก่ชาวไทยและประเทศชาตินานับประการ ประชาชนพลเมืองรักใคร่พระองค์มาก จึงได้ขนานนามว่พระปิยมหาราช

หนังสืออ้างอิง
-- รอบรู้ประเทศไทย โดย วารี อัมไพวรรณ สน.พิมพ์ ภัทรินทร์
-- ประวัติ ยอดกวีสี่แผ่นดิน โดย ศรณรงณ์ ปิยะกาญจน์ สน.พิมพ์รวมสาส์น 


พระปิยมหาราชกับการศึกษาไทย

King Rama V and Thai Education

    “ปิย” แปลว่า ที่รัก มหาราช แปลว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคำซึ่งมหาชนถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน  ปิยมหาราช จึงแปลว่า พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นที่รักยิ่งของมหาชน

    วันปิยมหาราช หมายถึง วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

    พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่ง เนื่องจากพระองค์ทรงมีคุโณปาการแก่สังคมไทย ทรงพัฒนาการศึกษา การทหาร การสื่อสาร การรถไฟ และทรงโปรดให้มีการเลิกทาส โดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อ   ดังนั้น เพื่อแสดงความระลึกถึงบุญคุณของพระองค์  รัฐบาลจึงประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคต เป็นวัน “ปิยมหาราช”

    ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา พระองค์ตระหนักดีว่า ประเทศจะเจริญได้ก็ต่อเมื่อ คนในชาติมี “ความรู้” และเป็น “คนดี”  จึงโปรดให้ปฎิรูปการศึกษา เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างและเตรียมงานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง  โดยมีเป้าหมายหลักสามประการ คือ เพื่อฝึกคนทำราชการ เพื่อคุณประโยชน์ของประชาชน และเพื่อบำรุงรักษาพระศาสนา

    พระองค์ทรงขยายการศึกษาสู่คนทุกหมู่เหล่า ให้ลูกหลานของพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนคนทั่วไปได้โอกาสศึกษาเล่าเรียน โดย

o      พ.ศ. 2415 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียน “พระตำหนักสวนกุหลาบ” ซึ่งเป็นโรงเรียนหลวงแห่งแรกสำหรับลูกหลานของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง

o      พ.ศ. 2417 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสตรีวังหลัง

o      พ.ศ. 2427 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรตามวัดต่าง ๆ โรงเรียนหลวงสำหรับลูกหลานชาวบ้านแห่งแรก คือ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม

o      พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ตั้งกรมศึกษาธิการ ต่อมาเมื่อการศึกษาขยายตัวตามลำดับ ประชาชนต้องการเรียนรู้มากขึ้น พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ.2435 โดยมีหน้าที่จัดการการศึกษาและการศาสนา และทรงพระราชทานตำราสอน เพื่อเป็นตำราในการเรียนการสอนด้วย

o      พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนนายร้อยขึ้น โดยในระยะแรกเรียกว่า “คะเด็ตสกูล” ต่อมาทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนทหารสราญรมย์” และเป็นที่มาของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน

o      พ.ศ.2435 ทรงส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาทหารในยุโรป รุ่นแรก

o      พ.ศ. 2439 โปรดเกล้าฯ ตั้งโรงเรียนฝึกหัดวิชาแพทย์ และผดุงครรภ์

o      พ.ศ. 2440 โปรดเกล้าฯ ให้เริ่มมีการสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนในยุโรป ปีละ 2 ทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ชนทุกชั้นซึ่งมีความรู้ความสามารถได้ไปศึกษาในต่างประเทศ

o      พ.ศ. 2444 โปรดเกล้าฯ ตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่นครราชสีมา และในปีเดียวกันนี้ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงสตรี ชื่อ โรงเรียนบำรุงสตีรวิทยา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง

o      พ.ศ. 2448 โปรดเกล้าฯ ให้รวมหอสมุดเดิม 3 หอ คือ หอสมุดวชิรญาณ หอพระมณเทียรธรรม หอพุทธสาสนสังคหะขึ้นเป็น "หอพระสมุดวชิรญาณ" สำหรับพระนคร(ปัจจุบันเป็น  "หอสมุดแห่งชาติ") เพื่อเป็นประโยชน์ต่อมหาชนในการค้นคว้าหาความรู้

o      พ.ศ. 2449 ทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ

    พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาของพระองค์ เป็นการพัฒนาคนและเป็นการปฏิรูปสังคมที่สำคัญยิ่งทางหนึ่งอย่างแท้จริง

    ในโอกาสคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ที่จะมาถึง  จึงขอเชิญชวนทุกคนตั้งปณิธานว่า จะเป็นทั้งคนเก่ง คนดี และจะนำความรู้ไปพัฒนาสังคมไทย และขออัญเชิญบางตอนของพระราชนิพนธ์ของพระองค์ มาเป็นเครื่องเตือนสติ ของพวกเราทุกคน

มีเพียรประดุจได้ ขุมทรัพย์
มากประมาณโกฏินับ   ไป่ถ้วน
เป็นพื้นภาคภูมิรับ การร่ำ เรียนนา
ความสุขสมบัติล้วน เสร็จได้โดยเพียร

ความรู้  คู่เปรียบด้วย  กำลัง กายเฮย         สุจริต  คือเกราะบัง  ศาสตร์พ้อง
ปัญญา  ประดุจดัง อาวุธ                         คุมสติ  ต่างโล่ป้อง  อาจแกล้ว กลางสนาม

 

Comments